พอนสแตน

ยาพอนสแตน

ยาพอนสแตน สำหรับยาPonstan มีผลข้างเคียงเยอะค่ะ เช่น เลือดออกได้ง่ายและหยุดยาก โลหิตจาง ระคายเคืองในท้อง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ง่วงซึม เหงื่อออก น้ำมูกไหล แน่นกระเพาะ จุกเสียดหน้าอก แนะนำยาที่ควรรู้จัก ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย

พอนสแตน

เป็นยาในกลุ่มยาแก้ปวด โดยอยู่ในพวกเดียวกับยาเอ็นเสด

จึงเป็นทั้งยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์อีกตัวหนึ่ง

เมเฟนามิคแก้ปวดได้หลายอย่างนะ แนะนำยาที่ควรรู้จัก ไม่ใช่ปวดประจำเดือนแต่อย่างเดียว
ยาเมเฟนามิคมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) เป็นยาต้านการอักเสบและบรรเทาปวดระดับน้อยไปจน ถึงระดับปานกลางเช่น ปวดฟันหลังผ่าตัด ปวดประจำเดือน ปวดกระดูก และปวดจากโรคข้อบางชนิด นอกจากนั้นยังใช้ลดอาการไข้ได้ด้วย

เมเฟนามิคออกฤทธิ์อย่างไร?
กลไกการออกฤทธิ์ของยาเมเฟนามิคคือ ยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglan din) ซึ่งเป็นสารเกี่ยวข้องกับการปวด และยังลดการบีบตัวของมดลูก (ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด) แต่ ก็ถือว่าเป็นผลดีของยาตัวนี้ จึงใช้แพร่หลายในคนที่ปวดประจำเดือน

ที่ร้านยาจะมีคุณผู้หญิงที่ทุกๆเดือน จะแวะมาขอความช่วยเหลือในอาการปวดอย่างนึง น่านคือปวดประจำเดือน จริงๆแล้วยาที่ใช้บรรเทาอาการนี้มีหลายตัวมาก แต่เรามาเล่าถึงยาแต่ละตัวที่ได้ผลในการช่วยแก้ปัญหาให้คุณสาวๆหายปวดได้อย่างสบายใจกันก่อน ยาตัวแรกยอดนิยมนี้คือ Mefenamic acid ขนาด 250 หรือ 500มิลลิกรัม ที่มีชื่อการค้าที่หลายคนรู้จักกันดีคือ Ponstan หรือ พอนสแตน น่านเองนิ

ปวดท้องประจำเดือน
ปัญหากวนใจคุณสาวๆทุกเดือนๆ นี้มีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน โดยเฉพาะในสตรีวัยเจริญพันธ์ ซึ่งจะมีอาการปวดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีประจำเดือน และจะปวดอยู่ประมาณ 2-3 ปี หลังจากนั้นอาการปวดประจำเดือนก็จะเริ่มดีขึ้นและหายไปได้ หรืออาจจะปวดบ้างเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่จำเป็นต้องทานยา

อาการปวดท้องผิดปกติ

หลังจากเป็นประจำเดือนผ่านมาแล้ว 1-3 ปี แต่ยังมีอาการปวดอยู่ หรือจากที่ไม่เคยปวดเลยแล้วเริ่มมีอาการปวดทีหลัง ปวดมากขึ้น ทานยามากขึ้น บางทีต้องเปลี่ยนยา จากทานยาเป็นฉีดยาทุกเดือน ซึ่งเป็นอาการปวดท้องประจำเดือนที่ผิดปกติ อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เป็น โรคช็อกโกแลตซีส หรือที่เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โรคกระดูกเชิงกรานอักเสบความเครียด ความวิตกกังวล การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

เมฟานามิคคือยาอะไร?
Mefenamic เป็นชื่อสามัญของยาในกลุ่มยาแก้ปวด โดยอยู่ในพวกเดียวกับยาเอ็นเสด (NSAIDs, non-steroidal antiinflammatory drugs) จึงเป็นทั้งยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์อีกตัวหนึ่ง

เมเฟนามิคแก้ปวดได้หลายอย่างนะ ไม่ใช่ปวดประจำเดือนแต่อย่างเดียว

เมเฟนามิคมีคุณสมบัติเป็นยาต้านการอักเสบและบรรเทาปวดระดับน้อยไปจน ถึงระดับปานกลางเช่น ปวดฟันหลังผ่าตัด ปวดประจำเดือน ปวดกระดูก และปวดจากโรคข้อบางชนิด นอกจากนั้นยังใช้ลดอาการไข้ได้ด้วย

เมเฟนามิคออกฤทธิ์อย่างไร?
กลไกการออกฤทธิ์ของยาเมเฟนามิคคือ ยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglan din) ซึ่งเป็นสารเกี่ยวข้องกับการปวด และยังลดการบีบตัวของมดลูก (ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด) แต่ ก็ถือว่าเป็นผลดีของยาตัวนี้ จึงใช้แพร่หลายในคนที่ปวดประจำเดือน
ยาเมเฟนามิคจัดจำหน่ายในรูปแบบของยาเม็ดและยาแคปซูล ขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัม
ด้วยยาตัวนี้จัดเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงมากมาย จึงไม่ควรซื้อยากินเอง ขนาดของยา ที่รับประทานในผู้ใหญ่และในเด็กมีขนาดที่ต่างกัน ดังนั้นควรได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น สำหรับผู้ใหญ่ขนาดสูงสุดที่รับประทานไม่ควรเกิน 500 มิลลิกรัม/ครั้งและไม่เกิน 3 ครั้ง/วัน

เมเฟนามิคมีผลไม่พึงประสงค์ไหม?
ยาตัวนี้ใช้กันแพร่หลาย แต่ต้องระวัง ผลข้างเคียง ของยาเมเฟนามิคคือ

การได้รับยานี้ต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดแตก (เลือดจึงออกได้ง่ายและหยุดยาก)

โลหิตจาง/ภาวะซีด ระคายเคืองในช่องท้อง ท้องผูก บางคนก็ท้องเสีย แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

ผิวหนังบวม หอบหืด ปวดศีรษะ ง่วงนอน หงุดหงิด

ภาวะหัวใจล้มเหลว (ซึ่งอันตรายมาก)

ความดันโลหิตสูง ใจสั่น ลมพิษ เกิดภาวะตับและไตทำงานผิดปกติ

เห็นอาการข้างเคียงมากมายอย่างนี้ใช้ยาต้องระวัง ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ ก้อจะปลอดภัยมากขึ้น

ข้อควรระวังหรือข้อห้ามในการใช้ยาเมเฟนามิค

ข้อควรระวังในการใช้ยาเมเฟนามิค นอกจากกล่าวแล้วในผลไม่พึงประสงค์ พึงระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะยาก่อให้เกิดการบาดเจ็บเสียหายทั้งกับตับและไต ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับและ/หรือไตต้องหลีกเลี่ยง เมื่อจะใช้ยาต้องเป็นคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

ข้อห้ามใช้ยาเมเฟนามิคคือ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดชนิดต่างๆ แนะนำยาที่ควรรู้จัก (เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำ) ผู้ที่ตั้งครรภ์ (ยาอาจก่อความพิการต่อทารกในครรภ์ได้) หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร (ยาอาจปน ออกมากับน้ำนมและก่อผลอันไม่พึงประสงค์ต่อเด็กได้)
ผู้ที่ผ่าตัดเส้นเลือดที่หัวใจและผู้ป่วยโรค หัวใจ