เยื่อบุโพรงจมูก

ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก

ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูกที่ควรมีติดบ้าน

เป็นกลุ่มยาบรรเทาอาการแพ้ เช่น ผื่นลมพิษ น้ำมูก รวมถึงอาการไอ มีเสมหะมาก เช่น

ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกคลอร์เฟนิรามีน เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการแพ้ ให้รับประทานทุกๆ 4-6 ชั่วโมง ตัวยาอาจทำให้มีอาการง่วงซึม ไม่ควรขับขี่พาหนะ หรือใช้เครื่องจักรกล โดยมีปริมาณการรับประทานที่เหมาะสมดังนี้ ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด แต่ไม่ควรเกินวันละ 12 เม็ด เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด แต่ไม่ควรเกินวันละ 6 เม็ดยาน้ำแก้ไอขับเสมหะสำหรับเด็ก เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการไอ และขับเสมหะให้น้อยลง มีปริมาณการรับประทานที่เหมาะสมดังนี้

เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 10 มิลลิลิตร เด็กอายุ 3-6 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 5 มิลลิลิตร เด็กอายุ 1-3 ปี ให้รับประทานครั้งละครึ่งช้อนชา หรือประมาณ 2.5 มิลลิลิตร

ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ภูมิแพ้ หวัด หลายคนอาจสับสนว่าเป็นสิ่งเดียวกัน สามารถรักษาได้เหมือนกัน จริงๆแล้วยาแก้แพ้ ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง กินแก้โรคภูมิแพ้ หรือกินแก้โรคหวัดได้จริงหรือเปล่า

ผู้ป่วยจำนวนมากเมื่อมีอาการน้ำมูกไหลจากการเป็นหวัด เจ็บคอ มักได้รับยาแก้แพ้ (antihistamine) จากผู้สั่งยา และยาที่นิยมสั่งใช้คือยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ทำให้ง่วงน้อย ที่เรียกว่า non-sedating antihistamine หรือ 2nd generation antihistamine

ยากลุ่มนี้ที่จัดเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ประกอบด้วย cetirizine hydrochloride และ loratadine ชนิด tablet และ syrup ซึ่งจัดเป็นยาบัญชี ก. ทั้งสองชนิดหากเป็นยาชื่อสามัญ (generic drug) จะมีราคาจัดซื้ออ้างอิงเม็ดละประมาณ 0.3-0.6บาท

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ที่เป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ประกอบด้วย desloratadine,levocetirizine และ fexofenadine ซึ่งมีราคาจัดซื้ออ้างอิงประมาณเม็ดละ 26, 16 และ 10 บาท ตามลำดับ ผู้รับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและประกันสังคม มักได้รับยากลุ่มแรกที่เป็นยาราคาประหยัด และเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ส่วนข้าราชการและผู้ที่จ่ายเงินเองตามคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนจำนวนหนึ่งอาจได้รับยาในกลุ่มที่สอง ซึ่งมีราคาแพงกว่ายาในกลุ่มแรกมาก ยาทุกชนิดในกลุ่มนี้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้บรรเทาอาการในโรคภูมิแพ้

ทั้งนี้เพราะอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหล ในโรคภูมิแพ้มีสาเหตุจากการที่เยื่อบุโพรงจมูก ถูกกระตุ้นด้วยสารฮิสตามีนที่ถูกปลดปล่อยหลังจากเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสกับสารภูมิแพ้ การให้ยาต้านฮิสตามีนขณะเป็นหวัดจึงเป็นการใช้ยาที่ไม่สอดคล้องกับกลไกการเกิดอาการ งานวิจัยชนิด Cochrane systematic review เรื่อง Antihistamines for the common cold โดย Sutter และคณะ (2003) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย 32 เรื่องจำนวนผู้ป่วย 8,930 คน มีข้อสรุปดังนี้

  1. ยาแก้แพ้ชนิด non-sedating ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างจากยาหลอก
  2. meta-analysis ของงานวิจัย 8 เรื่องของยาแก้แพ้ชนิด sedatingantihistamine พบว่ายามีประสิทธิผลบ้างในการบรรเทาอาการจามและน้ำมูกไหลในผู้ใหญ่ แต่มีประสิทธิผลต่ำโดยมี number needed to treat (NNT) เท่ากับ 14 (หมายความว่าต้องรักษาผู้ป่วยไป 14 คนจึงจะเห็นว่ายามีประสิทธิผลเหนือกว่ายาหลอก 1คน) แต่มีผลข้างเคียงที่สำคัญคืออาการง่วงซึม
  3. ยาแก้แพ้ อาจมีประสิทธิผลเล็กน้อยเมื่อใช้ร่วมกับ decongestant (เช่น pseudoephedrine)ในแง่ความปลอดภัยจากการใช้ยาพบว่า sedating antihistamine อาจทำให้เกิดparadoxical effect ในเด็กเล็ก โดยทำให้เด็กมีอาการตื่นเต้น กระสับกระส่าย ร้องกวน นอนไม่หลับ ประสาทหลอนและหากได้รับยาเกินขนาดอาจเสียชีวิตได้ พว่าระหว่างปีค.ศ.2004-2005 ในสหรัฐอเมริกามีเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบที่ต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน